สิ่งที่ทุกคนควรรู้เกี่ยวกับการคำนวณภาษี

การคำนวณภาษีเป็นเรื่องที่คนเข้าใจก็เข้าใจเลย คนที่ไม่เข้าใจก็จะไม่เข้าใจเลย และมองว่าเป็นเรื่องที่แปลก และ ย้อนแย้งกันในบางครั้ง

เช่นขายของขาดทุนไม่สนใจ เพราะนับแค่รายรับเท่านั้น ถ้าไม่ทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายไปให้ ขายขาดทุนก็ต้องโดนเก็บภาษี แถมจ่ายภาษีไปเงินก็ไม่ได้เอาไปพัฒนาประเทศ ดันเอาไปให้นักการเมืองโกงอีก

เรียกว่า ใครจะจ่ายภาษีต้องรู้เรื่องการคำนวณให้ดีเลยจะได้จ่ายภาษีได้น้อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ครับ ไม่งั้นไปให้สรรพกรคำนวณอาจจะถูกหวยเจอคนขูดเงิน รีดไถแบบหมดตัวเลยก็ได้

คำนวณภาษี

องค์ประกอบสำคัญในการคำนวณภาษี

การคำนวณภาษีจะใช้สูตรหลักคือ (เงินได้สุทธิ) x (อัตราภาษี) = ภาษีที่ต้องจ่าย และการจะหาเงินได้สุทธินั้นต้องทำตามขั้นตอนดังนี้

1.เงินได้พึงประเมิน (รายได้รวม): คือรายได้ทุกประเภทที่ได้รับตลอดปีภาษี (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 31 ธันวาคม) ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน, ค่าจ้าง, โบนัส, รายได้จากฟรีแลนซ์, รายได้จากการทำธุรกิจ, ค่าเช่า, ดอกเบี้ย ฯลฯ

2.ค่าใช้จ่าย: คือต้นทุนที่จำเป็นในการสร้างรายได้ สามารถหักได้ 2 แบบ

  • หักแบบเหมา: เป็นวิธีที่ง่ายที่สุด กฎหมายกำหนดให้หักได้ 50% ของรายได้ แต่ไม่เกิน 100,000 บาท
  • หักตามจริง: ใช้กับผู้ที่มีค่าใช้จ่ายที่สามารถรวบรวมหลักฐานได้ เช่น ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือค่าวิชาชีพ

3.ค่าลดหย่อน: เป็นสิทธิประโยชน์ที่รัฐบาลให้แก่ผู้เสียภาษีเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย เช่น

  • ค่าลดหย่อนส่วนตัว: ทุกคนได้รับ 60,000 บาท
  • ค่าลดหย่อนครอบครัว: เช่น ค่าเลี้ยงดูพ่อแม่ (30,000 บาท/คน), ค่าเลี้ยงดูบุตร (30,000 บาท/คน)
  • ค่าลดหย่อนด้านการออมและการลงทุน: เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ, กองทุนรวมเพื่อการออม (SSF), กองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF)
  • ค่าลดหย่อนอื่นๆ: เช่น เบี้ยประกันชีวิต, เบี้ยประกันสุขภาพ, ดอกเบี้ยบ้าน, เงินบริจาค
การคำนวณภาษี

ขั้นตอนการคำนวณภาษี

ขั้นตอนที่ 1: หักค่าใช้จ่าย นำรายได้รวม (เงินได้พึงประเมิน) หักด้วยค่าใช้จ่ายตามสิทธิที่เลือก (หักเหมาหรือตามจริง)

ตัวอย่าง: คุณมีรายได้จากเงินเดือน 500,000 บาท

ภาษีที่ต้องเสีย = (500,000 – 100,000) = 400,000 บาท

ขั้นตอนที่ 2: หักค่าลดหย่อน นำผลลัพธ์จากขั้นตอนที่ 1 หักด้วยค่าลดหย่อนที่คุณมีทั้งหมด

ตัวอย่าง: คุณมีเงินได้ที่เหลือ 400,000 บาท และมีค่าลดหย่อนส่วนตัว (60,000 บาท)

เงินได้สุทธิ = (400,000 – 60,000) = 340,000 บาท

ขั้นตอนที่ 3: คำนวณภาษีตามอัตราภาษีก้าวหน้า นำเงินได้สุทธิที่ได้จากขั้นตอนที่ 2 ไปคำนวณตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได

เงินได้สุทธิ (บาท)

อัตราภาษี (%)

ภาษีสะสมสูงสุดในแต่ละขั้น (บาท)

0 – 150,000

0% (ยกเว้นภาษี)

0

150,001 – 300,000

5%

7,500

300,001 – 500,000

10%

20,000

500,001 – 750,000

15%

37,500

750,001 – 1,000,000

20%

50,000

1,000,001 – 2,000,000

25%

250,000

2,000,001 – 5,000,000

30%

900,000

5,000,001 ขึ้นไป

35%

ตัวอย่าง (ต่อจากขั้นตอนที่ 2): คุณมีเงินได้สุทธิ 340,000 บาท

  • เงินได้ 150,000 แรก = ได้รับยกเว้นภาษี
  • เงินได้ 150,001 – 300,000 บาท (ส่วนเกิน 150,000 บาท) = 150,000 x 5% = 7,500 บาท
  • เงินได้ 300,001 – 340,000 บาท (ส่วนเกิน 40,000 บาท) = 40,000 x 10% = 4,000 บาท

ภาษีที่ต้องจ่ายทั้งหมด = 7,500 + 4,000 = 11,500 บาท

สิ่งที่ควรรู้เพิ่มเติม

  • เงินได้ขั้นต่ำที่ต้องยื่นภาษี: แม้ว่าจะมีรายได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษี แต่หากมีเงินเดือนเกิน 120,000 บาทต่อปี หรือรายได้ประเภทอื่นที่ไม่ใช่เงินเดือนเกิน 60,000 บาทต่อปี ก็ต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษี
  • การเก็บเอกสาร: ควรเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการคำนวณภาษีทั้งหมด เช่น หนังสือรับรองเงินเดือน (50 ทวิ), ใบเสร็จรับเงิน, หลักฐานการบริจาค หรือเอกสารการลงทุน ไว้เพื่อตรวจสอบย้อนหลังอย่างน้อย 5 ปี
  • การวางแผนภาษี: การวางแผนภาษีตั้งแต่ต้นปี เช่น การซื้อประกันชีวิต, การลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษี จะช่วยให้คุณประหยัดภาษีได้อย่างคุ้มค่าที่สุด